สืบค้นงานวิจัย
การจัดการดินและปุ๋ยเคมีเพื่อยกระดับการผลิตมันสำปะหลังในภูมิภาคตะวันตกของประเทศไทย
จิรวัฒน์ พุ่มเพชร, ปุญญิศา ตระกูลยิ่งเจริญ, ยงยุทธ โอสถสภา, อัญธิชา พรมเมืองคุก, ชวลิต ฮงประยูร, ผกาทิพย์ จินตกานนท์, วิภาวรรณ ท้ายเมือง, ชัยสิทธิ์ ทองจู, สุรเดช จินตกานนท์, ประยูร เพียตะเณร, อรรถศิษฐ์ วงศ์มณีโรจน์, กุมุท สังขศิลา, จิรวัฒน์ พุ่มเพชร, ปุญญิศา ตระกูลยิ่งเจริญ, ยงยุทธ โอสถสภา, อัญธิชา พรมเมืองคุก, ชวลิต ฮงประยูร, ผกาทิพย์ จินตกานนท์, วิภาวรรณ ท้ายเมือง, ชัยสิทธิ์ ทองจู, สุรเดช จินตกานนท์, ประยูร เพียตะเณร, อรรถศิษฐ์ วงศ์มณีโรจน์, กุมุท สังขศิลา - มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
ชื่อเรื่อง: การจัดการดินและปุ๋ยเคมีเพื่อยกระดับการผลิตมันสำปะหลังในภูมิภาคตะวันตกของประเทศไทย
ชื่อเรื่อง (EN): Soil and Chemical Fertilizer Management for the Production of Cassava in the Western Region of Thailand
บทคัดย่อ: บทคัดย่อ 1.1) ศึกษาการจัดการปุ๋ยเคมีตามค่าวิเคราะห์ดินเพื่อเพิ่มระดับผลผลิตของมันสำปะหลังพันธุ์ห้วยบง 60 ที่ปลูกในชุดดินปากช่องต้นฤดูฝน โดยวางแผนการทดลองแบบ Randomized Completely Block Design จำนวน 4 ซ้ำ (replication) แต่ละซ้ำมี 6 ตำรับทดลอง (treatment) ได้แก่ ตำรับควบคุม (T1 = 0-0-0*) ตำรับทดลองที่ใส่ปุ๋ยเคมีตามลักษณะเนื้อดินตามคำแนะนำของกรมวิชาการเกษตร (T2 = 8-4-8*) ตำรับทดลองที่ใส่ปุ๋ยเคมีตามค่าวิเคราะห์ดินทางเคมีตามคำแนะนำของกรมวิชาการเกษตร (T3= 4-8-16*) ตำรับทดลองที่คำนวณปริมาณปุ๋ยไนโตรเจนที่ใส่ลงในดินและคาดการณ์ว่าพืชสามารถใช้ได้ 100, 50 และ 25% (T4= 5-15-64*, T5= 10-15-64* และ T6= 20-15-64*) ตามลำดับ [* กิโลกรัม N, P2O5 และ K2O ต่อไร่ ตามลำดับ] ผลการทดลอง พบว่า ทุกตำรับทดลองที่มีการใส่ปุ๋ยเคมีอัตราต่างๆ มีผลให้ความสูงต้น จำนวนกิ่งต่อต้น และค่าความเขียวของใบมันสำปะหลังโดยภาพรวมใกล้เคียงกัน และแตกต่างกันทางสถิติเมื่อเปรียบเทียบกับตำรับควบคุม (control) ซึ่งมีผลให้ความสูงต้น จำนวนกิ่งต่อต้น และค่าความเขียวของใบมันสำปะหลังน้อยที่สุดทุกระยะการเจริญเติบโต ส่วนตำรับทดลองที่ 3 (T3 = 4-8-16) มีผลให้น้ำหนักสดส่วนเหนือดินของมันสำปะหลังมากที่สุด (6.75 ตัน/ไร่) ไม่แตกต่างกับตำรับทดลองที่ 4 (T4 = 5-15-64) และ 5 (T5 = 10-15-64) ตามลำดับ ขณะที่ตำรับควบคุมมีผลให้น้ำหนักสดส่วนเหนือดินน้อยที่สุด (2.77 ตัน/ไร่) ในด้านผลผลิตของมันสำปะหลังที่อายุ 12 เดือน พบว่า ตำรับทดลองที่ 6 (T6 = 20-15-64) มีผลให้ผลผลิตหัวสดของมันสำปะหลังมากที่สุด (7.90 ตัน/ไร่) ไม่แตกต่างกับตำรับทดลองที่ 5 (T5 = 10-15-64) และ 4 (T4 = 5-15-64) ตามลำดับ ส่วนตำรับทดลองที่ 5 (T5 = 10-15-64) มีผลให้จำนวนหัวเฉลี่ยต่อต้นมากที่สุด (8.19 หัว/ต้น) ขณะที่ตำรับควบคุมมีผลให้ผลผลิตหัวสดและจำนวนหัวเฉลี่ยต่อต้นน้อยที่สุด อย่างไรก็ตาม ตำรับควบคุมมีผลให้สัดส่วนของน้ำหนักใต้ดินต่อน้ำหนักเหนือดินและค่าดัชนีเก็บเกี่ยวสูงที่สุด ขณะที่ตำรับทดลองที่ 3 มีผลให้สัดส่วนของน้ำหนักใต้ดินต่อน้ำหนักเหนือดินและค่าดัชนีเก็บเกี่ยวต่ำที่สุด ไม่แตกต่างกับตำรับทดลองที่ 4 นอกจากนี้ ทุกตำรับทดลองที่มีการใส่ปุ๋ยเคมีมีผลให้เปอร์เซ็นต์แป้งในผลผลิตหัวสดของมันสำปะหลังใกล้เคียงกัน และแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติเมื่อเปรียบเทียบกับตำรับควบคุม สำหรับความเข้มข้นของธาตุอาหารในผลผลิตหัวสดของมันสำปะหลังที่ระยะเก็บเกี่ยว พบว่า ตำรับทดลองที่ 6 (T6 = 20-15-64) มีผลให้ความเข้มข้นของธาตุไนโตรเจน ฟอสฟอรัส และโพแทสเซียมทั้งหมดในผลผลิตหัวสดสูงที่สุด ขณะที่ตำรับควบคุมมีผลให้ความเข้มข้นของธาตุไนโตรเจน ฟอสฟอรัส และโพแทสเซียมทั้งหมดในผลผลิตหัวสดต่ำที่สุด 1.2) ศึกษาการจัดการปุ๋ยเคมีตามค่าวิเคราะห์ดินเพื่อเพิ่มระดับผลผลิตของมันสำปะหลังพันธุ์ห้วยบง 60 ที่ปลูกต้นฤดูฝนในชุดดินยางตลาด โดยวางแผนการทดลองแบบ Randomized Completely Block Design จำนวน 4 ซ้ำ (replication) แต่ละซ้ำมี 6 ตำรับทดลอง (treatment) ได้แก่ ตำรับควบคุม (T1 = 0-0-0*) ตำรับทดลองที่ใส่ปุ๋ยเคมีตามลักษณะเนื้อดินตามคำแนะนำของกรมวิชาการเกษตร (T2 = 16-8-16*) ตำรับทดลองที่ใส่ปุ๋ยเคมีตามค่าวิเคราะห์ดินทางเคมีตามคำแนะนำของกรมวิชาการเกษตร (T3= 16-8-16*) ตำรับทดลองที่คำนวณปริมาณปุ๋ยไนโตรเจนที่ใส่ลงในดินและคาดการณ์ว่าพืชสามารถใช้ได้ 100, 50 และ 25% (T4= 14-19-84*, T5= 28-19-84* และ T6= 56-19-84*) ตามลำดับ [* กิโลกรัม N, P2O5 และ K2O ต่อไร่ ตามลำดับ] ผลการทดลอง พบว่า ตำรับทดลองที่ 6 (T6 = 56-19-84) มีผลให้ความสูงต้น จำนวนกิ่งต่อต้น และค่าความเขียวของใบมันสำปะหลังโดยภาพรวมมากที่สุด ไม่แตกต่างกับตำรับทดลองที่ 5 (T5 = 28-19-84) และ 4 (T4 = 14-19-84) ตามลำดับ ขณะที่ตำรับควบคุม (control) มีผลให้ความสูงต้น จำนวนกิ่งต่อต้น และค่าความเขียวของใบมันสำปะหลังน้อยที่สุดทุกระยะการเจริญเติบโต นอกจากนี้ ตำรับทดลองที่ 6 (T6 = 56-19-84) ยังมีผลให้น้ำหนักสดส่วนเหนือดินของมันสำปะหลังมากที่สุด (4.60 ตัน/ไร่) รองลงมา คือ ตำรับทดลองที่ 5 (T5 = 28-19-84) ขณะที่ตำรับควบคุมมีผลให้น้ำหนักสดส่วนเหนือดินน้อยที่สุด (1.14 ตัน/ไร่) ในด้านผลผลิตของมันสำปะหลังที่อายุ 12 เดือน พบว่า ตำรับทดลองที่ 6 (T6 = 56-19-84) มีผลให้ผลผลิตหัวสดของมันสำปะหลังมากที่สุด (7.53 ตัน/ไร่) ไม่แตกต่างกับตำรับทดลองที่ 5 (T5 = 28-19-84) และ 4 (T4 = 14-19-84) ตามลำดับ ส่วนตำรับทดลองที่ 5 (T5 = 28-19-84) มีผลให้จำนวนหัวเฉลี่ยต่อต้นมากที่สุด (9.98 หัว/ต้น) ไม่แตกต่างกับตำรับทดลองที่ 6 (T6 = 56-19-84) ขณะที่ตำรับควบคุมมีผลให้ผลผลิตหัวสดและจำนวนหัวเฉลี่ยต่อต้นน้อยที่สุด อย่างไรก็ตาม ทุกตำรับทดลองที่มีการใส่ปุ๋ยเคมีมีผลให้น้ำหนักเฉลีบทคัดย่อ 1.1) ศึกษาการจัดการปุ๋ยเคมีตามค่าวิเคราะห์ดินเพื่อเพิ่มระดับผลผลิตของมันสำปะหลังพันธุ์ห้วยบง 60 ที่ปลูกในชุดดินปากช่องต้นฤดูฝน โดยวางแผนการทดลองแบบ Randomized Completely Block Design จำนวน 4 ซ้ำ (replication) แต่ละซ้ำมี 6 ตำรับทดลอง (treatment) ได้แก่ ตำรับควบคุม (T1 = 0-0-0*) ตำรับทดลองที่ใส่ปุ๋ยเคมีตามลักษณะเนื้อดินตามคำแนะนำของกรมวิชาการเกษตร (T2 = 8-4-8*) ตำรับทดลองที่ใส่ปุ๋ยเคมีตามค่าวิเคราะห์ดินทางเคมีตามคำแนะนำของกรมวิชาการเกษตร (T3= 4-8-16*) ตำรับทดลองที่คำนวณปริมาณปุ๋ยไนโตรเจนที่ใส่ลงในดินและคาดการณ์ว่าพืชสามารถใช้ได้ 100, 50 และ 25% (T4= 5-15-64*, T5= 10-15-64* และ T6= 20-15-64*) ตามลำดับ [* กิโลกรัม N, P2O5 และ K2O ต่อไร่ ตามลำดับ] ผลการทดลอง พบว่า ทุกตำรับทดลองที่มีการใส่ปุ๋ยเคมีอัตราต่างๆ มีผลให้ความสูงต้น จำนวนกิ่งต่อต้น และค่าความเขียวของใบมันสำปะหลังโดยภาพรวมใกล้เคียงกัน และแตกต่างกันทางสถิติเมื่อเปรียบเทียบกับตำรับควบคุม (control) ซึ่งมีผลให้ความสูงต้น จำนวนกิ่งต่อต้น และค่าความเขียวของใบมันสำปะหลังน้อยที่สุดทุกระยะการเจริญเติบโต ส่วนตำรับทดลองที่ 3 (T3 = 4-8-16) มีผลให้น้ำหนักสดส่วนเหนือดินของมันสำปะหลังมากที่สุด (6.75 ตัน/ไร่) ไม่แตกต่างกับตำรับทดลองที่ 4 (T4 = 5-15-64) และ 5 (T5 = 10-15-64) ตามลำดับ ขณะที่ตำรับควบคุมมีผลให้น้ำหนักสดส่วนเหนือดินน้อยที่สุด (2.77 ตัน/ไร่) ในด้านผลผลิตของมันสำปะหลังที่อายุ 12 เดือน พบว่า ตำรับทดลองที่ 6 (T6 = 20-15-64) มีผลให้ผลผลิตหัวสดของมันสำปะหลังมากที่สุด (7.90 ตัน/ไร่) ไม่แตกต่างกับตำรับทดลองที่ 5 (T5 = 10-15-64) และ 4 (T4 = 5-15-64) ตามลำดับ ส่วนตำรับทดลองที่ 5 (T5 = 10-15-64) มีผลให้จำนวนหัวเฉลี่ยต่อต้นมากที่สุด (8.19 หัว/ต้น) ขณะที่ตำรับควบคุมมีผลให้ผลผลิตหัวสดและจำนวนหัวเฉลี่ยต่อต้นน้อยที่สุด อย่างไรก็ตาม ตำรับควบคุมมีผลให้สัดส่วนของน้ำหนักใต้ดินต่อน้ำหนักเหนือดินและค่าดัชนีเก็บเกี่ยวสูงที่สุด ขณะที่ตำรับทดลองที่ 3 มีผลให้สัดส่วนของน้ำหนักใต้ดินต่อน้ำหนักเหนือดินและค่าดัชนีเก็บเกี่ยวต่ำที่สุด ไม่แตกต่างกับตำรับทดลองที่ 4 นอกจากนี้ ทุกตำรับทดลองที่มีการใส่ปุ๋ยเคมีมีผลให้เปอร์เซ็นต์แป้งในผลผลิตหัวสดของมันสำปะหลังใกล้เคียงกัน และแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติเมื่อเปรียบเทียบกับตำรับควบคุม สำหรับความเข้มข้นของธาตุอาหารในผลผลิตหัวสดของมันสำปะหลังที่ระยะเก็บเกี่ยว พบว่า ตำรับทดลองที่ 6 (T6 = 20-15-64) มีผลให้ความเข้มข้นของธาตุไนโตรเจน ฟอสฟอรัส และโพแทสเซียมทั้งหมดในผลผลิตหัวสดสูงที่สุด ขณะที่ตำรับควบคุมมีผลให้ความเข้มข้นของธาตุไนโตรเจน ฟอสฟอรัส และโพแทสเซียมทั้งหมดในผลผลิตหัวสดต่ำที่สุด 1.2) ศึกษาการจัดการปุ๋ยเคมีตามค่าวิเคราะห์ดินเพื่อเพิ่มระดับผลผลิตของมันสำปะหลังพันธุ์ห้วยบง 60 ที่ปลูกต้นฤดูฝนในชุดดินยางตลาด โดยวางแผนการทดลองแบบ Randomized Completely Block Design จำนวน 4 ซ้ำ (replication) แต่ละซ้ำมี 6 ตำรับทดลอง (treatment) ได้แก่ ตำรับควบคุม (T1 = 0-0-0*) ตำรับทดลองที่ใส่ปุ๋ยเคมีตามลักษณะเนื้อดินตามคำแนะนำของกรมวิชาการเกษตร (T2 = 16-8-16*) ตำรับทดลองที่ใส่ปุ๋ยเคมีตามค่าวิเคราะห์ดินทางเคมีตามคำแนะนำของกรมวิชาการเกษตร (T3= 16-8-16*) ตำรับทดลองที่คำนวณปริมาณปุ๋ยไนโตรเจนที่ใส่ลงในดินและคาดการณ์ว่าพืชสามารถใช้ได้ 100, 50 และ 25% (T4= 14-19-84*, T5= 28-19-84* และ T6= 56-19-84*) ตามลำดับ [* กิโลกรัม N, P2O5 และ K2O ต่อไร่ ตามลำดับ] ผลการทดลอง พบว่า ตำรับทดลองที่ 6 (T6 = 56-19-84) มีผลให้ความสูงต้น จำนวนกิ่งต่อต้น และค่าความเขียวของใบมันสำปะหลังโดยภาพรวมมากที่สุด ไม่แตกต่างกับตำรับทดลองที่ 5 (T5 = 28-19-84) และ 4 (T4 = 14-19-84) ตามลำดับ ขณะที่ตำรับควบคุม (control) มีผลให้ความสูงต้น จำนวนกิ่งต่อต้น และค่าความเขียวของใบมันสำปะหลังน้อยที่สุดทุกระยะการเจริญเติบโต นอกจากนี้ ตำรับทดลองที่ 6 (T6 = 56-19-84) ยังมีผลให้น้ำหนักสดส่วนเหนือดินของมันสำปะหลังมากที่สุด (4.60 ตัน/ไร่) รองลงมา คือ ตำรับทดลองที่ 5 (T5 = 28-19-84) ขณะที่ตำรับควบคุมมีผลให้น้ำหนักสดส่วนเหนือดินน้อยที่สุด (1.14 ตัน/ไร่) ในด้านผลผลิตของมันสำปะหลังที่อายุ 12 เดือน พบว่า ตำรับทดลองที่ 6 (T6 = 56-19-84) มีผลให้ผลผลิตหัวสดของมันสำปะหลังมากที่สุด (7.53 ตัน/ไร่) ไม่แตกต่างกับตำรับทดลองที่ 5 (T5 = 28-19-84) และ 4 (T4 = 14-19-84) ตามลำดับ ส่วนตำรับทดลองที่ 5 (T5 = 28-19-84) มีผลให้จำนวนหัวเฉลี่ยต่อต้นมากที่สุด (9.98 หัว/ต้น) ไม่แตกต่างกับตำรับทดลองที่ 6 (T6 = 56-19-84) ขณะที่ตำรับควบคุมมีผลให้ผลผลิตหัวสดและจำนวนหัวเฉลี่ยต่อต้นน้อยที่สุด อย่างไรก็ตาม ทุกตำรับทดลองที่มีการใส่ปุ๋ยเคมีมีผลให้น้ำหนักเฉลี
บทคัดย่อ (EN): 1.1) This study aimed at researching on chemical fertilizer management following soil analysis to improve cassava (Manihot esculenta Crantz) production planted in Pak Chong soil series on early rainy season. Randomized Complete Block Design was used as an experimental design consisted of 6 treatments, i.e., a) control/unfertilized treatment (T1 = 0-0-0*); b) chemical fertilizer application based on soil texture as recommended by Department of Agriculture (T2 = 8-4-8*); c) chemical fertilizers application based on soil chemical analysis as recommended by Department of Agriculture (T3= 4-8-16*); d-f) chemical fertilizers based on quantities of applied nitrogen and estimated that plants can taken up for 100, 50 and 25% (T4= 5-15-64*, T5= 10-15-64* and T6= 20-15-64*) respectively. [* kgN, P2O5 and K2O per rai, respectively]. The study revealed that all treatments that applying chemical fertilizer effected on the highest of plant height, branch per plant and leaf greenness of cassava nearly the same, and were significantly different when comparing with the control treatment that effected on the lowest of plant height, branch per plant and leaf greenness at all growth stages. Further, T3 (4-8-16) effected on the highest of fresh shoot yield (6.75 ton/rai) which was similar to T4 (5-15-64) and T5 (10-15-64). While the control treatment gave the lowest fresh shoot yield (2.77 ton/rai). Regarding yield of cassava at 12 months, it was found that T6 (20-15-64) gave the highest fresh roots yield (7.90 ton/rai) but not markedly different from T5 (10-15-64) and T4 (5-15-64), respectively. Further, T5 (10-15-64) gave the highest average root per plant (8.19 root/plant), while the control treatment produced the lowest fresh roots yield and average root per plant. However, the control treatment gave the highest root to shoot ratio and harvest index, while T3 (4-8-16) gave the lowest root to shoot ratio and harvest index nearly the same as T4 (5-15-64). Further, all treatments that applying chemical fertilizers effected on starch contents of cassava fresh root yields nearly the same, and were significantly different when comparing with the control treatment. Regarding the concentration of plant nutrient in fresh root of cassava, it was found that T6 (T6 = 20-15-64) effected on the highest concentration of total N, P and K in fresh root yield, while the control treatment (T1 = 0-0-0) effected on the lowest concentration of total N, P and K in fresh root yield. 1.2) This study aimed at researching on chemical fertilizer management following soil analysis to improve cassava (Manihot esculenta Crantz) production planted in Yang Talat soil series on early rainy season. Randomized Complete Block Design was used as an experimental design consisted of 6 treatments, i.e., a) control/unfertilized treatment (T1 = 0-0-0*); b) chemical fertilizer application based on soil texture as recommended by Department of Agriculture (T2 = 16-8-16*); c) chemical fertilizers application based on soil chemical analysis as recommended by Department of Agriculture (T3= 16-8-16*); d-f) chemical fertilizers based on quantities of applied nitrogen and estimated that plants can taken up for 100, 50 and 25% (T4= 14-19-84*, T5= 28-19-84* and T6= 56-19-84*) respectively. [* kgN, P2O5 and K2O per rai, respectively]. The study revealed that T6 (56-19-84) effected on the highest of plant height, branch per plant and leaf greenness of cassava nearly the same as T5 (28-19-84) and T4 (14-19-84), respectively. While the control treatment effected on the lowest of plant height, branch per plant and leaf greenness at all growth stages. Further, T6 (56-19-84) effected on the highest of fresh shoot yield (4.60 ton/rai), followed by T5 (28-19-84). While the control treatment gave the lowest fresh shoot yield (1.14 ton/rai). Regarding of cassava yield at 12 months, it revealed that T6 (56-19-84) gave the highest fresh roots weight (7.53 ton/rai) but not markedly different fromABSTRACT 1.1) This study aimed at researching on chemical fertilizer management following soil analysis to improve cassava (Manihot esculenta Crantz) production planted in Pak Chong soil series on early rainy season. Randomized Complete Block Design was used as an experimental design consisted of 6 treatments, i.e., a) control/unfertilized treatment (T1 = 0-0-0*); b) chemical fertilizer application based on soil texture as recommended by Department of Agriculture (T2 = 8-4-8*); c) chemical fertilizers application based on soil chemical analysis as recommended by Department of Agriculture (T3= 4-8-16*); d-f) chemical fertilizers based on quantities of applied nitrogen and estimated that plants can taken up for 100, 50 and 25% (T4= 5-15-64*, T5= 10-15-64* and T6= 20-15-64*) respectively. [* kgN, P2O5 and K2O per rai, respectively]. The study revealed that all treatments that applying chemical fertilizer effected on the highest of plant height, branch per plant and leaf greenness of cassava nearly the same, and were significantly different when comparing with the control treatment that effected on the lowest of plant height, branch per plant and leaf greenness at all growth stages. Further, T3 (4-8-16) effected on the highest of fresh shoot yield (6.75 ton/rai) which was similar to T4 (5-15-64) and T5 (10-15-64). While the control treatment gave the lowest fresh shoot yield (2.77 ton/rai). Regarding yield of cassava at 12 months, it was found that T6 (20-15-64) gave the highest fresh roots yield (7.90 ton/rai) but not markedly different from T5 (10-15-64) and T4 (5-15-64), respectively. Further, T5 (10-15-64) gave the highest average root per plant (8.19 root/plant), while the control treatment produced the lowest fresh roots yield and average root per plant. However, the control treatment gave the highest root to shoot ratio and harvest index, while T3 (4-8-16) gave the lowest root to shoot ratio and harvest index nearly the same as T4 (5-15-64). Further, all treatments that applying chemical fertilizers effected on starch contents of cassava fresh root yields nearly the same, and were significantly different when comparing with the control treatment. Regarding the concentration of plant nutrient in fresh root of cassava, it was found that T6 (T6 = 20-15-64) effected on the highest concentration of total N, P and K in fresh root yield, while the control treatment (T1 = 0-0-0) effected on the lowest concentration of total N, P and K in fresh root yield. 1.2) This study aimed at researching on chemical fertilizer management following soil analysis to improve cassava (Manihot esculenta Crantz) production planted in Yang Talat soil series on early rainy season. Randomized Complete Block Design was used as an experimental design consisted of 6 treatments, i.e., a) control/unfertilized treatment (T1 = 0-0-0*); b) chemical fertilizer application based on soil texture as recommended by Department of Agriculture (T2 = 16-8-16*); c) chemical fertilizers application based on soil chemical analysis as recommended by Department of Agriculture (T3= 16-8-16*); d-f) chemical fertilizers based on quantities of applied nitrogen and estimated that plants can taken up for 100, 50 and 25% (T4= 14-19-84*, T5= 28-19-84* and T6= 56-19-84*) respectively. [* kgN, P2O5 and K2O per rai, respectively]. The study revealed that T6 (56-19-84) effected on the highest of plant height, branch per plant and leaf greenness of cassava nearly the same as T5 (28-19-84) and T4 (14-19-84), respectively. While the control treatment effected on the lowest of plant height, branch per plant and leaf greenness at all growth stages. Further, T6 (56-19-84) effected on the highest of fresh shoot yield (4.60 ton/rai), followed by T5 (28-19-84). While the control treatment gave the lowest fresh shoot yield (1.14 ton/rai). Regarding of cassava yield at 12 months, it revealed that T6 (56-19-84) gave the highest fresh roots weight (7.53 ton/rai) but not markedly different from
ภาษา (EN): th
เผยแพร่โดย: มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
คำสำคัญ:
เจ้าของลิขสิทธิ์: สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ
หากไม่พบเอกสารฉบับเต็ม (Full Text) โปรดติดต่อหน่วยงานเจ้าของข้อมูล

การอ้างอิง


TARR Wordcloud:
การจัดการดินและปุ๋ยเคมีเพื่อยกระดับการผลิตมันสำปะหลังในภูมิภาคตะวันตกของประเทศไทย
มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
30 กันยายน 2551
อาหารจากมันสำปะหลัง การเพิ่มผลผลิตมันสำปะหลังโดยการจัดการดินและพืช การใช้ปุ๋ยเคมีในการปลูกมันสำปะหลังในภาคตะวันออก การมีส่วนร่วมของเกษตรกรในการจัดการดินเพื่อเพิ่มผลผลิตมันสำปะหลังในพื้นที่ดินทราย การเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการดินและการฟื้นฟูความอุดมสมบูรณ์เพื่อการผลิตมันสำปะหลังในชุมชน ผลของการจัดการดินต่อการระบายน้ำในดินทราย สำหรับปลูกมันสำปะหลังในพื้นที่จังหวัดขอนแก่น ผลของอัตราปุ๋ยอินทรีย์คุณภาพสูงที่เหมาะสมร่วมกับปุ๋ยเคมี เพื่อเพิ่มผลผลิตมันสำปะหลัง ในกลุ่มชุดดิน 35 การศึกษาการใช้ปุ๋ยเคมี และปุ๋ยอินทรีย์ ตามค่าวิเคราะห์ดินสำหรับมันสำปะหลัง วิธีการจัดการดินจากโปรแกรมคำแนะนำการจัดการดินและปุ๋ยรายแปลงร่วมกับปุ๋ยพืชสดเพื่อปลูกมันสำปะหลังในดินทราย โครงการจัดการดินเพื่อเพิ่มผลผลิตมันสำปะหลัง โดยใช้ปุ๋ยพืชสด(ถั่วพร้า) ร่วมกับปุ๋ยชีวภาพในดินร่วนหยาบ
คัดลอก URL
กระทู้ของฉัน
ผลการสืบค้นทั้งหมด โพสต์     เรียงลำดับจาก