สืบค้นงานวิจัย
ปรับปรุงพันธุ์แก่นตะวันเพื่อความต้านทานต่อโรคโคนเน่า
สนั่น จอกลอย - มหาวิทยาลัยขอนแก่น
ชื่อเรื่อง: ปรับปรุงพันธุ์แก่นตะวันเพื่อความต้านทานต่อโรคโคนเน่า
ชื่อเรื่อง (EN): Kaentawan Varietal Improvement for Stem Rot Resistance
ผู้แต่ง / หัวหน้าโครงการ: สนั่น จอกลอย
ผู้แต่ง / หัวหน้าโครงการ (EN): sanun jogloy
ผู้ร่วมงาน / ผู้ร่วมวิจัย:
ผู้ร่วมงาน / ผู้ร่วมวิจัย (EN):
คำสำคัญ:
คำสำคัญ (EN):
บทคัดย่อ: แก่นตะวันเป็นพืชอาหารเพื่อสุขภาพสำหรับคน และช่วยลดการใช้สารปฏิชีวนะในอุตสาหกรรมการเลี้ยงสัตว์ สามารถนำไปผลิตเอทานอลเพื่อนำไปผลิตเป็นพลังงานทดแทน นอกจากนี้ยังมีดอกที่สวยงามเหมาะสมที่จะใช้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเช่นเดียวกับทานตะวันและบัวตอง จากการประเมินศักยภาพการผลิตแก่นตะวันในประเทศไทย โดย คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น พบว่า ปัญหาที่สำคัญต่อการผลิตแก่นตะวัน คือ โรคโคนเน่าซึ่งเกิดจากเชื้อ Sclerotium rolfsii โดยทำให้ต้นและหัวเน่าผลผลิตลดลงมาก เชื้อโรคยังติดไปกับหัวพันธุ์แพร่ระบาดในฤดูถัดไป การพัฒนาพันธุ์แก่นตะวันให้มีความต้านทานต่อโรคนี้ และมีศักยภาพในการให้ผลผลิตดี นับว่ามีความสำคัญในการเพิ่มศักยภาพการผลิตแก่นตะวันเพื่อเป็นการค้า และอุตสาหกรรมของประเทศ การทดลองนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อทดสอบความสามารถของเชื้อ Isolation ต่าง ๆ ที่ทำให้เกิดโรคโคนเน่า 2) เพื่อทดสอบระดับความต้านทานต่อโรคโคนเน่าของเชื้อพันธุกรรมแก่นตะวัน และ 3) เพื่อทดสอบและประเมินลักษณะประจำพันธุ์ของเชื้อพันธุกรรมของแก่นตะวัน การทดสอบความสามารถในการทำให้เกิดโรคของเชื้อนี้เป็นขั้นตอนแรกเพื่อนำไอโซเลตที่มีความรุนแรงไปใช้ปลูกเชื้อเพื่อประเมินแก่นตะวันสายพันธุ์ต่าง ๆ ทำการทดสอบในแก่นตะวัน 3 พันธุ์ กับไอโซเลต 10 ไอโซเลต วางแผนงานทดลองแบบ 10?3 Factorial in RCBD กำหนดให้ไอโซเลต 10 ไอโซเลตเป็นปัจจัย A ส่วนปัจจัย B คือ แก่นตะวัน 3 พันธุ์ มี 4 ซ้ำ ทำการทดลองในกระถางในสภาพเรือนทดลอง ทำการปลูกเชื้อด้วยเมล็ดข้าวฟ่างที่มีเส้นใยเจริญของเชื้อโรคนี้อยู่ จำนวน 10 เมล็ด (0.6 กรัม) ต่อกระถาง โรยรอบๆ โคนต้นแก่นตะวันเมื่อมีใบจริง 6-8 ใบ และเก็บข้อมูลความสูงต้นทุกวันหลังปลูกเชื้อ เก็บต้นเพื่อชั่งน้ำหนักแห้งในวันที่พืชตาย นับจำนวนต้นที่เป็นโรคแล้วไปคำนวณเปอร์เซ็นต์การเกิดโรค และค่า area under disease progress curve (AUDPC) และจำนวนวันที่พืชนี้เหี่ยวถาวร หลังจากการปลูกเชื้อ จากผลการทดลองสามารถแยกความสามารถในการทำให้เกิดโรคออกเป็น 2 กลุ่ม คือ ไอโซเลตที่ทำให้เกิดโรครุนแรงได้แก่ ไอโซเลต 1, 3, 4, 5, 6, 8, 9 และ 10 และไอโซเลตที่ไม่รุนแรง ได้แก่ ไอโซเลต 2 และ 7 และได้นำไอโซเลตที่ 1 ซึ่งอยู่ในกลุ่มที่ทำให้เกิดโรครุนแรงไปใช้ในการประเมินเชื้อพันธุกรรมจำนวน 99 และ 106 พันธุ์จากการทดสอบและประเมินความต้านทานโรค 2 ครั้ง โดยวางแผนงานทดลองแบบ CRD มี 4 ซ้ำ ทำการทดลองในกระถางในสภาพเรือนทดลอง ปลูกเชื้อให้กับแก่นตะวันและวัดลักษณะ จำนวนต้นที่เป็นโรค วันเหี่ยวถาวร ความสูงที่เปลี่ยนแปลงซึ่งคำนวณจาก (ความสูงที่เพิ่มขึ้นของต้นที่ไม่ปลูกเชื้อ-ความสูงที่เพิ่มขึ้นของต้นที่ปลูกเชื้อ) และน้ำหนักต้นแห้งในวันที่พืชตายเพื่อนำมาหาค่าดัชนีของน้ำหนักแห้งต้นจากสูตร (น้ำหนักแห้งต้นของต้นที่ปลูกเชื้อ/น้ำหนักแห้งต้นของต้นที่ไม่ปลูกเชื้อ พบว่า พันธุ์แก่นตะวันที่แสดงความต้านทานเมื่อดูจากจำนวนวันที่เหี่ยวถาวรได้แก่ พันธุ์ JA 76, JA 132, JA 38, JA 102 และ HEL 243 และพันธุ์อ่อนแอเมื่อสังเกตจากจำนวนวันที่เหี่ยวถาวร และความสูงที่เปลี่ยนแปลงไปจากต้นที่ไม่ปลูกเชื้อ ได้แก่ JA 7, JA 20, JA 21 และ JA 102?JA 89 (8) สำหรับการทดลองที่ 1 และในการทดลองที่ 2 ทำการวัดลักษณะ ความยาวแผล คะแนนการเกิดโรค 0-5 คะแนน จำนวนวันที่พืชเหี่ยวถาวรและวัดความสูงต้น วันเว้นวัน แล้วนำข้อมูลความสูงต้นมาคำนวณค่าดัชนีความสูงต้น จากผลการทดลองพบว่า พันธุ์แก่นตะวันที่แสดงความต้านทานเมื่อเปรียบเทียบในทุกลักษณะ ได้แก่ JA 76, JA 77, JA 97, HEL 278 และ JA 86 และพันธุ์ที่อ่อนแอเมื่อเปรียบเทียบจากทุกลักษณะได้แก่ HEL 256, HEL 265, HEL 315, JA 126 และ CN 52867 และจากการศึกษาข้อมูลความหลากหลายทางพันธุกรรมและการจำแนกลักษณะของแก่นตะวัน พบว่า แก่นตะวันสายพันธุ์ CN 52867 และ JA 37 มีลักษณะผลผลิตสูงและมีปริมาณอินนูลินสูง และสามารถใช้ลักษณะทางการเกษตรและสัณฐานวิทยาเพื่อหาความหลากหลายทางพันธุกรรมและการจำแนกลักษณะของแก่นตะวัน ข้อมูลที่ได้จากการศึกษาเหล่านี้มีประโยชน์ในการตัดสินใจคัดเลือกพ่อแม่พันธุ์ที่มีเหมาะสมเพื่อใช้ในงานปรับปรุงพันธุ์แก่นตะวันเพื่อให้มีความต้านทานต่อโรคโคนเน่าต่อไป
บทคัดย่อ (EN): Jerusalem artichoke (Helianthus tuberosus L.) is used as healthy foods for human and in livestock industry to reduce the use of antibiotics. It is also used for bio-ethanol production. Jerusalem artichoke when it is blooming in the fields also attracts the eyes of the tourists and the fields can be used as tourist attractions. From the multi-location trials carried out by Khon Kaen University, crown rot caused by Sclerotium rolfsii seemed to be a major threat to Jerusalem production in Thailand. The disease causes severe spoilage of the tubers resulting in severe yield reduction. The infected tubers when used as seed for the next crop can spread the disease. The development of Jerusalem artichoke varieties with resistance to the disease and high yield is important to overcome the problem and to increase the potential of Jerusalem artichoke as a new vegetable and industrial crop in commercial scale. The objective of this study was to determine the pathogenicity of different isolates of Sclerotium rolfsi, the levels of resistance of Jerusalem artichoke varieties and the characteristics of Jerusalem artichoke varieties. Pathogenicity study was first conduced to find out the most severe isolates for the inoculation of Jerusalem artichoke varieties in the successive studies. Three Jerusalem artichoke varieties and 10 isolates of Sclerotium rolfsii were arranged in 10 x 3 factorial combinations in a randomized complete block designed with four replications in a greenhouse. A plant was planted in each pot and the three Jerusalem artichoke varieties were inoculated with 10 isolates of Sclerotium rolfsii which were maintained in sorghum medium. Data were recorded for plant height at 0 day of inoculation until 23 days of inoculation. The plants showing symptom of wilting were recorded as infected, and percentage of infected plants and area under disease progress curve (AUDPC) were calculated. The dead plants were harvested and recorded for plant dry weight and number of days to permanent wilting was also recorded. Eight of 10 isolates (1, 3, 4, 5, 6, 8, 9 and 10) had high pathogenicity, whereas two isolates (2 and 7) had low pathogenicity. The isolate 1 was selected for the inoculation of 99 accessions and 106 accessions of Jerusalem artichoke in two separate greenhouse experiments. A randomized complete block design with four replications was used in both experiments. Data were recorded for the experiment of 99 accessions for plant height, days to permanent wilting and plant dry weight, and the data were derived for the change in plant height (non-inoculated plant-inoculated plant) and dry weight index (inoculated plant/non-inoculated plant). The accessions consisting of JA 76, JA 132, JA 38, JA 102, and Hel 243 had high number of days to permanent wilting, and the accessions consisting of JA 7, JA 20, JA 21 and JA 102 x JA 89 (8) had low number of days to permanent wilting and low plant height compared to their respective heights of non-inoculated plants. In the experiment of 106 accessions, the data were recorded for length of infected wounds, disease rating score, number of days to permanent wilting and plant height at two-day intervals. The data were derived for plat height index. The accessions consisting of JA 76, JA 77, JA 97, HEL 278 and JA 86 had high number of days to permanent wilting, shorter infected wound on the main stem, low disease rating score and higher plants, showing better resistance, whereas the accessions consisting of HEL 256, HEL 265, HEL 315, JA 126 and CN 52867 had contrasting values for these traits, showing susceptibility. CN 52867 and JA 37 also had high tuber yield and inulin yield. The agronomic traits morphological characters could be used successfully in the evaluation of genetic diversity in Jerusalem artichoke. The information is important for the choice of parental lines in breeding programs for resistance to crown rot disease.
ชื่อแหล่งทุน: เงินงบประมาณแผ่นดิน
ปีเริ่มต้นงานวิจัย: 2551
ปีสิ้นสุดงานวิจัย: 2554
ลิขสิทธิ์: แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย (CC BY-NC-ND 3.0 TH)
ปีที่ได้รับงบประมาณ (ระบุได้มากกว่า 1 ปี): 2554
ประเภทชิ้นงาน: การวิจัยประยุกต์
เผยแพร่โดย: มหาวิทยาลัยขอนแก่น
ภาษา (EN): th
หากไม่พบเอกสารฉบับเต็ม (Full Text) โปรดติดต่อหน่วยงานเจ้าของข้อมูล

การอ้างอิง


TARR Wordcloud:
ปรับปรุงพันธุ์แก่นตะวันเพื่อความต้านทานต่อโรคโคนเน่า
มหาวิทยาลัยขอนแก่น
2554
การใช้แก่นตะวันเพื่อเป็นสารทดแทนยาปฏิชีวนะในอาหารโคนม การศึกษายีนต้านทานโรคในยางพาราเพื่อการปรับปรุงพันธุ์ยาง การปรับปรุงพันธุ์ต้านทานโรคไวรัสใบหงิกเหลืองของมะเขือเทศ การปรับปรุงพันธุ์ยาง การปรับปรุงพันธุ์หม่อนเพื่อทนทานต่อโรครากเน่า แก่นตะวัน (Helianthus tuberosus L.) : พืชชนิดใหม่ใช้เป็นพลังงานทดแทน การปรับปรุงพันธุ์ไหมไทย 4 สายพันธุ์ (ลูกผสมคู่ : Double cross hybrid) ต้านทานโรคแกรสเซอรี่ : การเปรียบเทียบพันธุ์ในระดับท้องถิ่นต่างๆ และการเปรียบเทียบพันธุ์ในภาคเกษตรกร การปรับปรุงพันธุ์ไหมไทยชนิดฟักตลอดปี (Polyvoltine x Polyvoltine) 4 สายพันธุ์ (Double cross) ต้านทานโรคแกรสเซอรี่ : การเปรียบเทียบพันธุ์เบื้องต้น การพัฒนาเครื่องหมายในระดับโมเลกุลของลักษณะความต้านทานโรคเหี่ยวเนื่องจากเชื้อ Phytophthora เพื่อการปรับปรุงพันธุ์พริก การปรับปรุงพันธุ์มะเขือเทศให้ต้านทานโรคเหี่ยวเขียวและโรครากปมเพื่อใช้เป็นต้นตอในการผลิตเมล็ดพันธุ์มะเขือเทศลูกผสม ระยะที่ 2

แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย (CC BY-NC-ND 3.0 TH)
คัดลอก URL
กระทู้ของฉัน
ผลการสืบค้นทั้งหมด โพสต์     เรียงลำดับจาก