สืบค้นงานวิจัย
โครงการวิจัยการปรับปรุงพันธุ์ปทุมมา/กระเจียว
วิภาดา ทองทักษิณ - กรมวิชาการเกษตร
ชื่อเรื่อง: โครงการวิจัยการปรับปรุงพันธุ์ปทุมมา/กระเจียว
ชื่อเรื่อง (EN): Varietal Improvement in Curcuma
ผู้แต่ง / หัวหน้าโครงการ: วิภาดา ทองทักษิณ
ผู้ร่วมงาน / ผู้ร่วมวิจัย:
คำสำคัญ:
บทคัดย่อ: 3. โครงการวิจัยปรับปรุงพันธุ์ปทุมมา/กระเจียว การปรับปรุงพันธุ์ปทุมมาและกระเจียว ดำเนินการปี 2549-2553 ประกอบด้วย 9 การทดลอง ทำการศึกษาวิจัยและพัฒนาด้านการปรับปรุงพันธุ์ อารักขาพืช และเทคโนโลยีการผลิต เพื่อนำไปปรับใช้แก้ไขปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อการพัฒนาพืช รวมทั้งการผลิตและการส่งออก ผลการทดลองมีดังนี้ การวิจัยและพัฒนาพันธุ์ การทดสอบพันธุ์ปทุมมาลูกผสมเชียงรายชุดที่ 1 จำนวน 12 พันธุ์ 2 แหล่งปลูก ดำเนินการ 2 ปี ได้พันธุ์ที่ผ่านการประเมินด้านการผลิตและการยอมรับของตลาดสำหรับเสนอเป็นพันธุ์แนะนำ จำนวน 5 พันธุ์ ได้แก่ Cu 31 Cu33 Cu40 Cu55 และ Cu79 การเพิ่มจำนวนชุดโครโมโซมของลูกผสมกระเจียวโดยใช้โคลซิซิน พบว่าสารโคลซิซินสามารถชักนำให้เกิดการเพิ่มชุดโครโมโซมได้ ซึ่งการเหนี่ยวนำเป็นไปแบบสุ่มขึ้นกับชนิดพันธุ์ ชิ้นส่วนเนื้อเยื่อที่ใช้ ความเข้มข้นและระยะเวลาที่ใช้ โดยวิธีการให้สารโคลซิซินที่เหมาะสมกับลูกผสมปทุมมาแดง x บัวลายลาว คือ แช่ชิ้นส่วนในอาหารเหลวผสมสารโคลซิซินเข้มข้น 1,000 ppm นาน 4 วัน ได้ต้นออโต้พลอยด์ 2 ต้น(ต้น #3 และ ต้น #9) ที่เกสรตัวผู้ไม่เป็นหมัน สามารถนำไปใช้เป็นพ่อ-แม่พันธุ์เพื่อต่อยอดการปรับปรุงพันธุ์ให้มีความก้าวหน้ายิ่งขึ้น การศึกษาปฏิกิริยาของสายพันธุ์ปทุมมาและกระเจียวต่อโรคเหี่ยวที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย Ralstonia solanacearum จำนวน 74 พันธุ์ ได้พันธุ์พืชสกุลกระเจียวที่แสดงความทนทานต่อโรคระดับสูง (LL) 13 พันธุ์ ระดับปานกลางถึงสูง (ML) 10 พันธุ์ และระดับปานกลาง (MM) 28 พันธุ์ ซึ่งจะได้นำไปใช้เป็นพ่อ-แม่พันธุ์ในการสร้างลูกผสมสายพันธุ์ทนทาน / ต้านทานต่อโรคเหี่ยวเพื่อพัฒนาเป็นพันธุ์การค้าต่อไป การวิจัยด้านการอารักขาพืช ศึกษาการควบคุมโรคเหี่ยวที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรียของปทุมมาโดยแบคทีเรียปฏิปักษ์ ได้แบคทีเรียปฏิปักษ์ 8 ไอโซเลท จาก 135 ไอโซเลท ที่สามารถยับยั้งการเจริญของแบคทีเรีย Ralstonia solanacearum สาเหตุโรคเหี่ยวปทุมมาในห้องปฏิบัติการได้ นำทั้ง 8 ไอโซเลท ไปทดลองในสภาพแปลงทดลองและแปลงเกษตรกร พบว่า แบคทีเรียปฏิปักษ์ 2 ไอโซเลทได้แก่ BS-DOA 108 ใช้ร่วมกับ BS-DOA 114 สามารถควบคุมโรคเหี่ยวของปทุมมาได้ดีที่สุด โดยในปี 2551 และ 2552 สามารถควบคุมโรคได้ร้อยละ 48.67 และ 74.67 ตามลำดับ ศึกษาการขยายหัวพันธุ์ปทุมมาปลอดเชื้อโรคหัวเน่าจากหัวย่อย เพื่อเป็นทางเลือกให้เกษตรกรสามารถนำไปปฏิบัติเองได้ ชนิดหัวที่ใช้คือ หัวย่อยขนาดเล็กที่มีรากสะสมอาหาร 1-2 ตุ้ม หลังเก็บเกี่ยวให้เก็บรักษาหัวย่อยที่อุณหภูมิห้องนาน 2-3 เดือน ซึ่งอุณหภูมิสูงช่วงการเก็บรักษาจะทำให้เชื้อโรคหัวเน่าเพิ่มปริมาณจนสามารถตรวจพบอาการได้ คัดเฉพาะหัวสมบูรณ์สุ่มตรวจเชื้อโรคหัวเน่าในห้องปฏิบัติการโดยวิธี DIBA นำหัวพันธุ์กลุ่มที่ผ่านการตรวจเชื้อในห้องปฏิบัติการปลูกในถุงพลาสติก วัสดุปลูกไม่ใช้ดิน และวางถุงปลูกไม่ให้สัมผัสดินหรือวางถุงในโรงเรือนกันฝน จะช่วยควบคุมการระบาดของโรคหัวเน่าได้ดี การวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีการผลิต ศึกษาการผลิตปทุมมาตัดดอกก่อนและหลังฤดู ปทุมมาเป็นพืชวันยาวจะพักตัวในช่วงวันสั้นหลังเดือนกันยายนจนถึงฤดูหนาว และเริ่มงอกในเดือนมีนาคม-เมษายน ออกดอกในเดือนพฤษภาคม-สิงหาคม จากการศึกษาการผลิตปทุมมาก่อนฤดูในภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง พบว่าสามารถปลูกได้ตั้งแต่เดือนมกราคมโดยไม่ต้องให้แสงไฟเพิ่ม ซึ่งอายุเก็บเกี่ยวและคุณภาพของดอกปทุมมาจะเปลี่ยนไปตามเดือนที่ปลูก และสูตรปุ๋ย สูตรปุ๋ยที่ช่วยเพิ่มคุณภาพดอก คือ ปุ๋ยสูตร 17-52-13 อัตรา 100 กรัมต่อลิตร โดยก่อนปลูกปทุมมาควรมีการบ่มหัวพันธุ์ให้งอกก่อน จะทำให้ปทุมมาออกดอกสม่ำเสมอและใกล้เคียงกัน สำหรับการปลูกในช่วงหลังฤดูตั้งแต่เดือนกรกฎาคม – ธันวาคม ที่เริ่มเป็นช่วงวันสั้น พบว่า การให้แสงไฟเพิ่มช่วงวัน 1 – 5 ชม. มีผลต่อการออกดอกและคุณภาพดอก ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนควรให้ไฟไม่น้อยกว่า 4 ชั่วโมง จะมีผลต่อคุณภาพดอกมากที่สุดในช่วงดอกที่ 2 -3 อย่างมีนัยสำคัญยิ่ง ด้านวิทยาการก่อนและหลังการเก็บเกี่ยว ศึกษาผลของการใช้สารยืดอายุก่อนและหลังการเก็บเกี่ยวต่อการปรับปรุงคุณภาพดอกปทุมมา พบว่า การพ่นสาร ไคโตซาน 1 ซีซี /น้ำ 1 ลิตร ก่อนการเก็บเกี่ยว 3 วัน และแช่ปลายก้านดอกในสาร pulsing คลอร็อกซ์เข้มข้น 0.5% เป็นเวลา 1 ชั่วโมง ร่วมกับการใช้สาร BA 100 ppm พ่นดอกภายหลังจากตัด แล้วผึ่งให้แห้งก่อนการบรรจุหีบห่อ จะเพิ่มความแข็งแรงของช่อดอก ชะลอการเปลี่ยนสีของกลีบประดับ และสามารถยืดอายุการใช้งานได้นานขึ้น นอกจากนี้ยังได้ศึกษาความเสียหายของการรมเมทธิลโบรไมด์ (MB) ก่อนการส่งออกดอกปทุมมา โดยเฉพาะประเทศสหภาพยุโรป มีมาตรการต้องรมเมทธิลโบรไมด์ จากการศึกษาพบว่าการรมเมทธิลโบรไมด์ มีผลให้อายุการใช้งานของดอกปทุมมา /กระเจียว สั้นลง 2-3 วัน ขึ้นกับชนิด/พันธุ์ การใช้ 1-MCP ในการยับยั้งเอธิลีนสามารถชะลอความเสียหายของดอกที่ผ่านการรม MB 24 กรัม/ลูกบาศก์เมตร นาน 90 ชั่วโมง ทั้งนี้การใช้สารยืดอายุการใช้งานทั้งก่อนและหลังการเก็บเกี่ยวมีแนวโน้มชะลอความเสียหายของดอกปทุมมา/กระเจียวที่ผ่านการรม MB การตอบสนองนั้นขึ้นกับชนิด/พันธุ์ การบรรจุหีบห่อ ศึกษารูปแบบบรรจุภัณฑ์ที่เหมาะสมในการส่งออกดอกปทุมมาและกระเจียว พบว่า การใช้กล่องขนาดเดียวกับกล้วยไม้ช่อยาวพิเศษ ขนาดกล่อง กว้าง x ยาว x สูง 35.5 x 9 x 99 เซนติเมตร พันปลายก้านด้วยสำลีชุบน้ำเปล่าหุ้มด้วยถุงพลาสติกอีกชั้นหนึ่ง ส่วนดอกหุ้มด้วยถุงพลาสติก pp เปิดปลายเล็กน้อย รองกล่องด้วยกระดาษฝอย เรียงให้ดอกอยู่หัวท้ายของกล่อง บรรจุ 25 ดอก / กล่อง บรรจุ 5 กล่องเล็ก/กล่องใหญ่ รวมทั้งสิ้น 125 ดอก ต้นทุนค่าขนส่งในประเทศจากแหล่งผลิต จ.เชียงใหม่ ถึงกรุงเทพฯ ดอกละ 1 บาท ต้นทุนค่าขนส่งไปต่างประเทศ ตลาดอเมริกา กิโลกรัมละ 5.6 เหรียญสหรัฐ ตลาดตะวันออกกลางกิโลกรัมละ 3 เหรียญสหรัฐ การขยายการส่งออกไปยังตลาดตะวันออกกลางมีโอกาสสูงกว่าตลาดอเมริกา เนื่องจากเป็นตลาดใหม่ที่มีศักยภาพ ใช้เวลาในการขนส่งสั้นกว่า คุณภาพดอกดีกว่า และไม่ต้องรม MB การวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีโรงเรือนผลิตปทุมมานอกฤดู ได้โรงเรือนต้นแบบที่มีรูปหลังคาโค้งเหลื่อมมุงพลาสติกใส ขนาด 12 x 24 x 4 เมตร ออกแบบให้มีระบบการจ่ายน้ำอัตโนมัติ ทั้งแบบน้ำหยด และแบบพ่นหมอกเพื่อลดอุณหภูมิในโรงเรือน และมีระบบควบคุมไฟฟ้าแบบตั้งเวลาการทำงานได้ตามความต้องการ ปรับระดับความเข้มข้นของแสงได้ตั้งแต่ 20 – 100 ลักซ์ ด้วยหลอดไฟแบบอินแคนเดสเซ็นต์ และแบบฟลูออเรสเซนต์ ปลูกพืชทดสอบในโรงเรือนต้นแบบในเดือนกรกฎาคมและสิงหาคม พบว่าอุณหภูมิภายในโรงเรือนและความชื้นสัมพัทธ์ของอากาศในแต่ละกรรมวิธีมีค่าไม่แตกต่างกันมาก เนื่องจากภายในโรงเรือนมีการระบายอากาศที่ค่อนข้างดี ชนิดของหลอดไฟและความเข้มแสงที่เหมาะสม ตอบสนองและกระตุ้นการออกดอกในการผลิตปทุมมานอกฤดูได้ดีคือ หลอดอินแคนเดสเซนต์ ความเข้มแสง 100 ลักซ์ สำหรับปทุมมาพันธุ์เชียงใหม่พิงค์ และความเข้มแสง 20 ลักซ์ สำหรับปทุมมาพันธุ์เชอร์รี่ปรินเซส การให้น้ำแบบพ่นหมอกสามารถลดอุณหภูมิโดยเฉลี่ยจาก 41.05 ?C ลงเหลือ 27.50 ?C และความชื้นสัมพัทธ์ในอากาศเพิ่มขึ้นจาก 45.14 %RH เป็น 95.11 %RH ทั้งนี้การเปิดให้น้ำแบบพ่นหมอกเพื่อลดอุณหภูมิในโรงเรือนสามารถควบคุมบรรยากาศให้คงสภาพที่เหมาะสมได้ประมาณ 25-30 นาที
บทคัดย่อ (EN): (being processed)
ชื่อแหล่งทุน: งบประมาณแผ่นดิน
ปีเริ่มต้นงานวิจัย: 2548-10-01
ปีสิ้นสุดงานวิจัย: 2553-09-30
ลิขสิทธิ์: แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย (CC BY-NC-ND 3.0 TH)
เผยแพร่โดย: กรมวิชาการเกษตร
ภาษา (EN): th
หากไม่พบเอกสารฉบับเต็ม (Full Text) โปรดติดต่อหน่วยงานเจ้าของข้อมูล

การอ้างอิง


TARR Wordcloud:
โครงการวิจัยการปรับปรุงพันธุ์ปทุมมา/กระเจียว
กรมวิชาการเกษตร
30 กันยายน 2553
การพัฒนาระบบการสร้างปทุมมาสายพันธุ์ใหม่ บทบาทของสารควบคุมการเจริญเติบโตพืชกับการปรับปรุงพันธุ์ โครงการวิจัยการปรับปรุงพันธุ์อ้อย โครงการวิจัยการปรับปรุงพันธุ์กาแฟ โครงการวิจัยการปรับปรุงพันธุ์ฟักทอง โครงการวิจัยและพัฒนาปทุมมาและกระเจียว การวิจัยเพื่อส่งเสริมและปรับปรุงพันธุ์โคเนื้อในหมู่บ้าน โครงการวิจัยการปรับปรุงพันธุ์ข้าวฟ่างหวาน โครงการวิจัยและพัฒนาพันธุ์อ้อยสำหรับภาคกลาง เหนือ ตะวันออกและตะวันตก โครงการวิจัยการปรับปรุงพันธุ์ข้าวโพด

แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย (CC BY-NC-ND 3.0 TH)
คัดลอก URL
กระทู้ของฉัน
ผลการสืบค้นทั้งหมด โพสต์     เรียงลำดับจาก