สืบค้นงานวิจัย
โครงการวิจัยการศึกษาสมุนไพรที่มีศักยภาพ
จิดาภา สุภาผล - กรมวิชาการเกษตร
ชื่อเรื่อง: โครงการวิจัยการศึกษาสมุนไพรที่มีศักยภาพ
ชื่อเรื่อง (EN): Study on Potentiality of Selected Medicinal Plants
ผู้แต่ง / หัวหน้าโครงการ: จิดาภา สุภาผล
ผู้ร่วมงาน / ผู้ร่วมวิจัย:
คำสำคัญ:
คำสำคัญ (EN):
บทคัดย่อ: การศึกษาสมุนไพรที่มีศักยภาพ การทดลอง โดยศึกษา รวบรวมและวิจัยพันธุ์บัวบก จากรวบรวมพันธุ์บัวบกจากจังหวัดต่างๆ ในทุกภาค ได้จำนวน 25 สายพันธุ์ ได้แก่ จังหวัดเชียงราย เชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน แพร่ น่าน พะเยา สุโขทัย พิษณุโลก ขอนแก่น หนองคาย เลย บุรีรัมย์ ภาคกลาง อยุธยา ภาคตะวันออก ฉะเชิงเทรา จันบุรี ตราด และระยอง ภาคตะวันตก นครปฐม ราชบุรี เพชรบุรี นครปฐม ราชบุรี และเพชรบุรี นำมาปลูกรวบรวมที่ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรแพร่ โดยบันทึกข้อมูลลักษณะทางพฤกษศาสตร์ การเจริญเติบโตและผลผลิต สามารถเป็นแหล่งข้อมูลและแหล่งพันธุกรรมบัวบก เพื่อวิจัยคัดเลือกพันธุ์บัวบกที่ให้ผลผลิตและสารสำคัญสูง ในปี 2554 – 2555 ศึกษาการผลิตและขยายพันธุ์บัวบกเพื่อเพิ่มผลผลิตและคุณภาพ สามารถขยายพันธุ์บัวบกให้ได้ปริมาณมากโดยการปักชำไหลในดินร่วน เป็นเวลา 7 วันก่อนย้ายปลูกในแปลงจะรอดตายและให้ผลผลิตสูงกว่าการชำไหลในวัสดุอื่นๆ แต่เมื่อเปรียบเทียบการปลูกด้วยไหลกับใช้เหง้า พบว่าการปลูกโดยใช้เหง้าจะให้ผลผลิตสูงกว่า และจากการทดสอบเปรียบเทียบการให้ปุ๋ยเคมีสำเร็จรูป ได้แก่สูตร 15-15-15 สูตร 25-7-7 และสูตร 46-0-0 พบว่าเมื่อเก็บเกี่ยวบัวบกที่อายุ 90 วัน บัวบกที่ได้รับปุ๋ยสูตร 46-0-0 ให้ผลผลิตน้ำหนักสดน้อยกว่าในแปลงปลูกที่ให้ปุ๋ยที่มีฟอสฟอรัสและโปแตสเซียมร่วมด้วย จึงควรศึกษาหาสัดส่วนอัตราปุ๋ยที่เหมาะสมกับบัวบกเพื่อเพิ่มปริมาณผลผลิตต่อไป ศึกษาการควบคุมแมลงศัตรูบัวบกด้วยสารธรรมชาติและจุลินทรีย์ เพื่อให้ได้ผลผลิตที่ปลอดภัยจากสารพิษตกค้างและการปนเปื้อนจากเชื้อจุลินทรีย์ พบว่า หลังปลูก 15 วัน ฉีดพ่นสารธรรมชาติเพื่อป้องกันกำจัดแมลงศัตรูบัวบก 6 ชนิด ทุก 2 สัปดาห์ ได้แก่ สารสกัดสะเดา สารสกัดหนอนตายอยาก สารสกัดตะไคร้หอม น้ำส้มควันไม้ สารไคโตซาน สารปิโตรเลี่ยมสเปร์ยออยล์ บันทึกจำนวนแมลงศัตรูบัวบกก่อนพ่นสารธรรมชาติ 1 วัน และหลังจากการพ่นสารธรรมชาติ 1, 3และ 5วัน เก็บเกี่ยวบัวบกเมื่ออายุ 3 เดือน บันทึกข้อมูลชนิดและปริมาณแมลง ข้อมูลผลผลิต ส่งตัวอย่างบัวบกวิเคราะห์โลหะหนัก และวิเคราะห์หาเชื้อ E. coli พบว่า การควบคุมแมลงศัตรูบัวบกด้วยสารธรรมชาติทุกชนิด ให้ผลในการป้องกันกำจัดไม่แตกต่างกัน ปริมาณแมลงศัตรูบักบก ได้แก่ เพลี้ยกระโดด หนอนผีเสื้อกัดกินใบ และหอยกัดกินลำต้นและใบบัวบก และไม่พบการปนเปื้อนของเชื้อ E. coli บนต้นและใบบัวบกสด และผลวิเคราะห์การปนเปื้อนโลหะหนัก พบสารหนู 0.55-1.03 mg/Kg แคดเมียม 0.36-0.56 mg/Kg และตะกั่ว 0.45-1.18 mg/Kg ปนเปื้อนในตัวอย่างบัวบกแห้งแต่ไม่เกินค่ามาตรฐานที่ประเทศไทยกำหนด ศึกษาการผลิตบัวบกโดยใช้วัสดุที่ปลอดภัยจากโลหะหนัก โดยใช้วัสดุปลูกในแต่ละกรรมวิธี ดังนี้ 1) ดินธรรมชาติในแปลงปลูก(กรรมวิธีควบคุม) 2) ทราย 3) แกลบดิบ 4) เศษหญ้า 5) แกลบดำ และ 6) ขุยมะพร้าว ผลการทดลองพบว่า วัสดุปลูกมีผลต่อความหนาแน่นของบัวบกอย่างมีนัยสำคัญยิ่งทางสถิติ โดยการปลูกบัวบกในดินธรรมชาติทำให้บัวบกมีความหนาแน่นมากที่สุด คือ 958.5 ต้นต่อตารางเมตร รองลงมาได้แก่ ทราย แกลบดำ แกลบดิบ และขุยมะพร้าว ซึ่งมีจำนวนต้นเฉลี่ย 806.0 789.2 715.5 และ 708.0 ต้นต่อตารางเมตร ตามลำดับ และการใช้เศษหญ้าเป็นวัสดุปลูกทำให้ความหนาแน่นของบัวบกน้อยสุด เท่ากับ 288.0 ต้นต่อตารางเมตร การปลูกบัวบกในทรายให้น้ำหนักสดมากที่สุด คือ 1,216.0 กิโลกรัมต่อไร่ รองลงมา ได้แก่ แกลบดำ และแกลบดิบ มีน้ำหนักสดเฉลี่ย 1116.0 และ 1,088.0 กิโลกรัมต่อไร่ ตามลำดับ ส่วนการปลูกด้วยดิน ขุยมะพร้าว และเศษหญ้าให้น้ำหนักสดด่ำ เท่ากับ 1048.0 820.0 และ 544.0 กิโลกรัมต่อไร่ ตามลำดับ ซึ่งสอดคล้องกับการทดลองของสมชายและคณะ (2549) ที่รายงานว่า การใช้แกลบดำเป็นวัสดุคลุมดินให้ผลผลิตสูงสุดคือ 1,437.66 กรัมต่อตารางเมตร การปลูกด้วยทรายให้ผลผลิตน้ำหนักแห้งมากเช่นกัน โดยมีน้ำหนักแห้งเท่ากับ 157.3 กิโลกรัมต่อไร่ รองลงมาได้แก่ ดิน แกลบดิบ แกลบดำ ขุยมะพร้าว โดยมีน้ำหนักแห้งเท่ากับ 137.0 133.7 101.5 และ 87.9 กิโลกรัมต่อไร่ ตามลำดับ ส่วนเศษหญ้าให้น้ำหนักแห้งต่ำสุด เท่ากับ 70.5 กิโลกรัมต่อไร่ การวิเคราะห์ปริมาณโลหะหนัก พบว่า บัวบกที่ปลูกในวัสดุทั้ง 6 ชนิดมีสารหนู และปรอทต่ำกว่าค่ามาตรฐานการปนเปื้อนโลหะหนักที่ประเทศไทยกำหนด คือ น้อยกว่า 2 และน้อยกว่า 1 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม (ppm) ตามลำดับ ส่วนแคดเมียมไทยไม่ได้กำหนดค่ามาตรฐาน ซึ่งมีค่าอยู่ระหว่าง 0.53-0.71 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม ศึกษาและรวบรวมพันธุ์พลูคาวในแปลงทดลองและในโรงเรือน ที่ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรแพร่แพร่ พื้นที่ 0.5 ไร่ ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2550 ถึง เดือนกันยายน 2553 ได้รวบรวมพันธุ์พลูคาวจากแหล่งต่างๆ และจัดจำแนกตามลักษณะสัณฐานวิทยาได้จำนวน 4 สายพันธุ์ ได้แก่ สายพันธุ์ใบแดง สายพันธุ์ใบเขียว สายพันธุ์ก้านม่วง และสายพันธุ์ใบด่าง บันทึกข้อมูลชื่อสามัญ ชื่อวิทยาศาสตร์ ชื่อวงศ์ แหล่งที่มา ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ การเจริญเติบโต และการนำพลูคาวไปใช้ประโยชน์ ผลจากการศึกษาและรวบรวมพันธุ์ทำให้ได้ข้อมูลและแหล่งรวบรวมพันธุกรรมพลูคาว เพื่อประโยชน์ในการวิจัยต่อไป วิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตพืชสมุนไพรและเครื่องเทศเพื่อการทดแทนการนำเข้าและเพิ่มมูลค่าการส่งออก เพื่อศึกษาพืชสมุนไพรที่มีการนำเข้าเป็นจำนวนมากในแต่ละปี เช่น วานิลลา อบเชย กระวาน หมาก โดยการศึกษาพัฒนาพันธุ์และเทคโนโลยีการผลิตเพื่อเพิ่มศักยภาพในการผลิตภายในประเทศ ตั้งแต่ ตุลาคม 2550 ถึงกันยายน 2552 ได้ผลการศึกษา ดังนี้ การสำรวจระบบการผลิตหมากเพื่อการส่งออก เพื่อให้ทราบการปฏิบัติในการผลิตและการตลาดของเกษตรกรและผู้ประกอบการ นำมาเป็นข้อมูลในการกำหนดแนวทางการผลิต การเพิ่มผลผลิตให้มีปริมาณและคุณภาพเพื่อการส่งออก โดยทำการรวบรวมข้อมูลทุติยภูมิจากเอกสารและหน่วยงานต่างๆ และข้อมูลปฐมภูมิ จากการสุ่มสัมภาษณ์ตามแบบสอบถามเกษตรกรและผู้ประกอบการที่อยู่ในกลุ่มตัวอย่างในพื้นที่เป้าหมาย ในภาคต่างๆ พบว่า หมากมีการกระจายการปลูกอยู่ทั่วทุกภาคของประเทศไทย มีพื้นที่ปลูกมากที่สุดในภาคใต้ รองลงมาภาคกลาง ภาคตะวันออก ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคเหนือ ตามลำดับ การปลูกมีทั้งเป็นแปลงเดี่ยว ปลูกแซมในสวนผลไม้ และปลูกเป็นสวนหลังบ้าน พันธุ์ที่ใช้ส่วนใหญ่จะปลูกพันธุ์หมากหน้าแดงในภาคกลาง และปลูกหมากหน้าขาวในภาคตะวันออกและภาคใต้ การปลูกหมากไม่มีปัญหาเรื่องโรคและแมลงศัตรู การเก็บเกี่ยวผลผลิตหมากจะเก็บเป็น 3 ระยะ คือ เก็บเป็นหมากอ่อนเพื่อส่งออกไปไต้หวัน เก็บเกี่ยวผลผลิตเป็นหมากดิบที่ส่วนใหญ่ขายในตลาดในประเทศ และหมากแก่(หมากสง) ที่ต้องนำมากะเทาะเปลือกออก ขายเป็นหมากแห้งส่งออกไปต่างประเทศ ระบบการตลาดส่งออกของไทย เป็นในลักษณะมีพ่อค้าคนกลางรวบรวมผลผลิตจากเกษตรกร และมีแหล่งรวบรวมและรับซื้อผลผลิตหมาก(ล้ง) ในแหล่งผลิต ปัญหาการผลิตที่พบ คือ ขาดการจัดการด้านหลังการเก็บเกี่ยวและการเก็บรักษา จึงควรศึกษาพัฒนาการผลิตให้ได้มาตรฐานการส่งออก การศึกษารวบรวมและคัดเลือกพันธุ์วานิลลาที่ให้ผลผลิตสูง ที่ศูนย์วิจัยพืชสวนจันทบุรี พบว่า ต้นวานิลลาพันธุ์อินโดนีเซีย มีความเจริญเติบโตเร็ว สูงเฉลี่ย 487.14 เซนติเมตร รองลงมาได้แก่พันธุ์เขาสอยดาว พันธุ์อินเดีย และพันธุ์ที่เจริญเติบโตช้าสุด คือ พันธุ์จีน คือ ให้ความสูงเฉลี่ย 428.32, 153.55 และ 142.48 เซนติเมตร ตามลำดับ และชักนำให้ออกดอกเพื่อผสมพันธุ์ และคัดเลือกพันธุ์ต่อไป การสำรวจและรวบรวมพันธุ์อบเชย โดยนำพันธุ์อบเชยจากแหล่งต่างๆ มาปลูกรวบรวมไว้ที่ศูนย์พัฒนาไม้ผลเศรษฐกิจภาคตะวันออก จ.จันทบุรี ทำการศึกษาลักษณะทางพฤกษศาสตร์ และทางการเกษตรของอบเชย จำนวน 8 สายพันธุ์ ได้แก่ อบเชยพันธุ์ศรีลังกา (ซีลอน) พันธุ์เวียตนาม (ญวน) พันธุ์อินโดนีเซีย, พันธุ์จากกาญจนบุรี (พันธุ์เขาเหล็ก) พันธุ์จากจ.กาญจนบุรี, พันธุ์ซีลอนจากสนามชัยเขต พันธุ์จากนครราชสีมา(เชียด) และพันธุ์สตูล พบว่าพันธุ์จากนครราชสีมา(เชียด) จะมีขนาดของใบเฉลี่ยยาวที่สุดคือ 20.9 ซม. รองลงมาได้แก่พันธุ์สตูล, ซีลอน (สนามชัยเขต), ซีลอน, ญวน, กาญจนบุรี (เขาเหล็ก), กาญจนบุรี และอินโดนีเซีย ซึ่งยาว 18.5, 12.6, 11.6, 11.5, 10.9, 9.5 และ 8.3 ซม. ตามลำดับ ส่วนความกว้างของใบ พบว่าพันธุ์ญวณ ให้ความกว้างสูงสุด คือ 6.0 ซม. รองลงมาได้แก่ พันธุ์เชียด, พันธุ์ซีลอน, ซีลอน(สนามชัยเขต), พันธุ์สตูล, พันธุ์กาญจนบุรี(เขาเหล็ก), กาญจนบุรี และพันธุ์อินโดนีเซีย ซึ่งกว้างเฉลี่ย 5.6, 5.4, 4.9, 4.5, 4.0, 2.9 และ 2.7 ซม. ตามลำดับ ศึกษารวบรวมและคัดเลือกพันธุ์กระวานที่ให้ผลผลิตสูง โดยสำรวจรวบรวมพันธุ์กระวานตามแหล่งปลูกต่างๆ นำมาขยายพันธุ์และปลูกที่ศูนย์วิจัยพืชสวนจันทบุรี พบว่า กระวานแต่ละพันธุ์มีการเจริญเติบโตทั้งด้านความสูง และการแตกหน่อ แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ โดยกระวานพันธุ์นครศรีธรรมราชหน่อเขียว เจริญเติบโตและมีความสูงต้นมากที่สุด เฉลี่ย124.57 ซม. รองลงมาได้แก่ พันธุ์กาญจนบุรี (เขาเหล็ก) พันธุ์กระวานเทศ และพันธุ์จันทบุรี (สอยดาว) ซึ่งสูงเฉลี่ย 109.52, 105.4 และ 98.57 ซม.ตามลำดับ ส่วนพันธุ์นครศรีธรรมราชหน่อแดง จะมีความสูงเฉลี่ยต่ำสุด คือ 61.0 ซม. ส่วนการแตกหน่อ พบว่าพันธุ์กาญจนบุรี (เขาเหล็ก) ให้หน่อสูงสุด เฉลี่ย 24.28 หน่อ/กอ รองลงมาได้แก่ พันธุ์นครศรีธรรมราชหน่อเขียว พันธุ์นครศรีธรรมราชหน่อแดง พันธุ์กระวานเทศ และพันธุ์จันทบุรี (สอยดาว) ซึ่งให้จำนวนหน่อเฉลี่ย 23.73, 22.19, 19.83 และ 13.15 หน่อ/กอ ตามลำดับ ทั้งนี้เมื่อกระวานออกดอกติดผล จะได้ข้อมูลผลผลิตเพื่อเปรียบเทียบหาพันธุ์ที่เหมาะสมใช้ปลูกเป็นการค้าต่อไป การศึกษาเปรียบเทียบพันธุ์กระวานเพื่อปลูกเป็นการค้า ที่ศูนย์วิจัยพืชสวนตรัง ได้ปลูกเปรียบเทียบการเจริญเติบโตและผลผลิตของกระวานพันธุ์การค้า 10 สายพันธุ์ หลังปลูกได้อายุ 2 ปี พบว่า กระวานพันธุ์ธารโตหน่อแดงมีการเจริญเติบโตดีกว่าพันธุ์อื่นๆ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ โดยมีการแตกหน่อเฉลี่ย 50 ต้นต่อกอ รองลงมาเป็นพันธุ์ธารโตหน่อเล็ก ร่อนพิบูลย์หน่อเขียว และตรัง ตามลำดับ โดยในเบื้องต้นพบว่ากระวานพันธุ์พัทลุงหน่อใหญ่ ธารโตหน่อแดง ธารโตหน่อเล็ก ร่อนพิบูลย์หน่อเขียว และร่อนพิบูลย์หน่อแดงสามารถปลูกในพื้นที่ราบต่ำได้ เพราะมีการเจริญเติบโตดี ปริมาณดอกมาก และมีการติดเมล็ด โดยเฉพาะพันธุ์ธารโตหน่อเล็กและหน่อแดง มีการแตกหน่อมาก สามารถปลูกเพื่อการจำหน่ายหน่อได้ดี การศึกษาผลผลิตส้มแขก ที่ศูนย์วิจัยพืชสวนตรัง พบว่าต้นส้มแขกที่ปลูกด้วยต้นกล้าที่เพาะจากเมล็ดขณะนี้อายุ 7 ปี มีความสูง 342.1 เซนติเมตร ขนาดทรงพุ่ม 330.0 เซนติเมตร ขณะที่ต้นกล้าเสียบยอดมีความสูง 114.0 เซนติเมตร และทรงพุ่มกว้าง 276.0 เซนติเมตร ซึ่งต้นกล้าเพาะเมล็ดยังไม่ออกดอก ในขณะที่ต้นเสียบยอดเริ่มออกดอกเมื่ออายุ 3 ปีหลังปลูก แต่ไม่ติดผลซึ่งการออกดอกติดผลของส้มแขกนั้นออกดอกในช่วงธันวาคม-มกราคม เมื่อเริ่มเห็นตาดอกจนถึงดอกบานนานประมาณ 40 วัน จากดอกบานถึงผลสุกใช้เวลาเฉลี่ย 144 วัน การติดผลมีเพียงร้อยละ 6 ของดอกที่บาน ผลสุกมีขนาด กว้างxยาวxสูง เท่ากับ 9.9x10.7x7.8 เซนติเมตร น้ำหนักผลสดทั้งผลเฉลี่ย 571.7 กรัม/ผลได้น้ำหนักแห้ง 68.3 กรัมต่อผล เมื่อเปรียบเทียบน้ำหนักแห้งกับน้ำหนักผลสดทั้งผล พบว่าได้น้ำหนักแห้งร้อยละ 6 ของน้ำหนักผลสด การวิจัยและพัฒนาพืชสมุนไพรอื่นที่มีศักยภาพในการนำไปใช้ประโยชน์ มีวัตถุประสงค์เพื่อ ศึกษาและรวบรวมพันธุ์พืชสมุนไพร ที่มีการใช้ในเชิงการค้าและมีการนำมาใช้ประโยชน์ในด้านต่างๆ ให้ทราบชนิดที่แท้จริง เกิดความถูกต้องในการนำมาใช้ในด้านสมุนไพร และเป็นการรวบรวมพันธุ์นำมาปลูกในแปลง เพื่อเป็นแหล่งรวมรวบพันธุกรรมพืชสมุนไพร และเป็นประโยชน์ในการศึกษาและพัฒนาพันธุ์ รวมถึงชนิดที่หายากหรือใกล้สูญพันธุ์ เพื่อการขยายพันธุ์ โดยมีสถาบันวิจัยพืชสวน และศูนย์วิจัยในส่วนภูมิภาค ดำเนินการตั้งแต่ปีงบประมาณ 2551 ถึง 2553 ผลจากการศึกษารวบรวมพืชสมุนไพรที่มีศักยภาพในการนำมาใช้ประโยชน์ ได้แก่ ศึกษารวบรวมพันธุ์พืชสมุนไพรที่ใช้ในทางยารักษาโรค จากการสำรวจในแหล่งต่าง ๆ ในพื้นที่นำส่วนที่ขยายพันธุ์มาปลูกในแปลงรวบรวมสายพันธุ์ ศึกษาลักษณะทางพฤกษศาสตร์ โดยได้ปลูกรวบรวมที่ศูนย์วิจัยพืชสวนชุมพร ได้แก่ ชุมเห็ดเทศ บอระเพ็ด เพชรสังฆาต และที่ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรแพร่ ปลูกรวบรวมพันธุ์พืชสมุนไพรที่ใช้ในทางยารักษาโรค ได้จำนวน 32 ชนิด โดยได้จำแนกออกเป็น 8 กลุ่มตามลักษณะการบำบัด/รักษาโรค ศึกษารวบรวมพันธุ์พืชสมุนไพรเพื่อความงามและทำเครื่องสำอาง ได้สำรวจ รวบรวมและขยายพันธุ์นำมาปลูกในแปลงรวบรวมพันธุ์ ศึกษาลักษณะทางพฤกษศาสตร์ ที่ศวส.แพร่ จำนวน 20 ชนิด โดยจำแนกเป็น 4 กลุ่มตามสรรพคุณ ได้แก่กลุ่มบำรุงผิว กลุ่มบำรุงผม กลุ่มบำรุงผิวหน้า และกลุ่มบำรุงเหงือกและฟัน ศึกษารวบรวมพันธุ์พืชสมุนไพรที่เป็นอาหารเสริมสุขภาพและสร้างสารต้านอนุมูลอิสระ โดยศูนย์วิจัยพืชสวนศรีสะเกษ รวบรวมกระเจี๊ยบแดงจากแหล่งปลูกในภาคต่างๆได้จำนวน 51 สายพันธุ์ และศึกษาลักษณะทางสัณฐานวิทยา พบว่ากระเจี๊ยบแดงมีอายุดอกบาน 50% อยู่ระหว่าง 89-129 วันหลังปลูก มีอายุเก็บเกี่ยวผลผลิตครั้งแรก 119-159 วันหลังปลูก และลักษณะใบมี 2 แบบ คือ Deeply lobed และ Partially lobed ลักษณะของดอกมีอยู่ 2 แบบ คือ แบบที่ 1 สีกลีบดอกขอบนอกสีชมพูสีกลีบดอกข้างในตรงกลางแดง และแบบที่ 2สีกลีบดอกขอบนอกสีเหลืองสีกลีบดอกข้างในตรงกลางแดง กลีบเลี้ยงมี 3 สี ได้แก่ ชมพู แดง และแดงเข้ม และมีความหนาบางต่างกันในแต่ละพันธุ์ ส่วนปริมาณสารสำคัญพบว่า มีค่า Total anthocyanin ตั้งแต่ 7.1 ถึง 494.29 mg/100g (Fresh weight) ซึ่งปริมาณสารสำคัญที่วัดได้จะมีความสัมพันธ์โดยตรงกับสีของกลีบเลี้ยงโดยสีแดงเข้มและกลีบหนาจะมีปริมาณ anthocyanin มากกว่ากลีบเลี้ยงบางและมีสีแดงหรือสีชมพู ศึกษารวบรวมพันธุ์พืชสมุนไพรพื้นบ้าน ที่ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรพิจิตร ได้รวบรวม สายพันธุ์พืชสมุนไพรพื้นบ้าน 5 ชนิด ได้แก่ บวบขม (Trichosanthes cucumerina L.) ตำลึง (Coccinia grandis L.) มะระขี้นก (Momordica charantia L.) ฟักข้าว (Momordica cochinchinensis (Lour.) Spreng.) และโกฐจุฬาลำพา(Artemesia annua L.) และวิเคราะห์สาร Cucurbitacin ในบวบขม สาร rutin และ isoquercitrin ในตำลึง มะระขี้นก และ ฟักข้าว สาร artemisinin ในโกฐจุฬาลำพา และจะทำการคัดเลือกสายพันธุ์ต่อในปี 2554 นอกจากนี้ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรแพร่ ได้รวบรวมพันธุ์พืชสมุนไพรพื้นบ้านได้จำนวน 46 ชนิด โดยเก็บข้อมูลการเจริญเติบโต และศึกษาลักษณะทางพฤกษศาสตร์ เพื่อจะได้คัดเลือกสายพันธุ์ต่อไป ศึกษารวบรวมพันธุ์วัชพืชสมุนไพร พบพืชในสกุลก้นจ้ำ 2 ชนิด 3 พันธุ์ ผักเสี้ยน 4 ชนิด หญ้างวงช้าง 3 ชนิด เอื้องเพชรม้า 4 ชนิด และผักคางไก่ 3 ชนิด และหญ้ากองลอย ซึ่งมีบางชนิดไม่มีการใช้ประโยชน์ทางสมุนไพรในประเทศไทย แต่มีการใช้ในต่างประเทศ โดยเฉพาะบางชนิด ที่มีพบในพื้นที่จำกัดในประเทศไทย ศึกษารวบรวมพันธุ์พืชสมุนไพรที่ใช้ในการป้องกันกำจัดศัตรูพืชและจุลินทรีย์ จากการรวบรวมพืชสมุนไพรที่มีศักยภาพในการป้องกันกำจัดแมลงศัตรูพืช ศูนย์วิจัยพืชสวนจันทบุรีได้ปลูกรวบรวมพันธุ์ไว้ จำนวน 30 ชนิด และศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรนครพนม ปลูกรวบรวมไว้ 29 ชนิด และได้แบ่งเป็นกลุ่มตามประสิทธิภาพและการออกฤทธิ์ต่อศัตรูเป้าหมาย ได้เป็น 6 กลุ่ม ได้แก่ 1) กลุ่มที่ออกฤทธิ์มีกลิ่นไล่แมลง 2) กลุ่มที่ออกฤทธิ์ยับยั้งการกิน ทำให้แมลงกินอาหารน้อยลง 3) กลุ่มที่ออกฤทธิ์ยับยั้งการเจริญเติบโตของหนอน 4) กลุ่มที่ออกฤทธิ์ลดการวางไข่และการฟักไข่ 5) กลุ่มที่ออกฤทธิ์เป็นพิษโดยตรง และ 6) กลุ่มที่ออกฤทธิ์ยับยั้งการเจริญเติบโตของราและแบคทีเรีย
ชื่อแหล่งทุน: งบประมาณแผ่นดิน
ปีเริ่มต้นงานวิจัย: 2550-10-01
ปีสิ้นสุดงานวิจัย: 2553-09-30
ลิขสิทธิ์: แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย (CC BY-NC-ND 3.0 TH)
เผยแพร่โดย: กรมวิชาการเกษตร
ภาษา (EN): th
หากไม่พบเอกสารฉบับเต็ม (Full Text) โปรดติดต่อหน่วยงานเจ้าของข้อมูล

การอ้างอิง


TARR Wordcloud:
โครงการวิจัยการศึกษาสมุนไพรที่มีศักยภาพ
กรมวิชาการเกษตร
30 กันยายน 2553
การศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างสารจากสมุนไพร (metabolites) ที่ตรวจพบในเลือดของอาสาสมัครสุขภาพดีหลังกินยาจากสมุนไพรอายุรเวทศิริราชตำรับห้าราก (AVS022) กับลักษณะการจับกลุ่มของเกล็ดเลือดเป็นรายบุคคล- โครงการ การศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างสารจากสมุนไพร (metabolites) ที่ตรวจพบในเลือดของอาสาสมัครสุขภาพดีหลังกินยาจากสมุนไพรอายุรเวทศิริราชตำรับห้าราก (AVS022) กับลักษณะการจับกลุ่มของเกล็ดเลือดเป็นรายบุคคล: โครงการ การศึกษาประสิทธิภาพของสารสกัดจากสมุนไพรไทยบางชนิดในการกำจัดหอยเชอร์รี่ โครงการวิจัยและพัฒนาพืชสมุนไพรและเครื่องเทศที่มีศักยภาพ โครงการวิจัยการศึกษาการผลิตพริกไทยที่มีคุณภาพ การศึกษาวิเคราะห์ชนิดสมุนไพรที่มีศักยภาพส่งเสริมการปลูกเป็นการค้า หญ้าหวาน สมุนไพรที่มีรสหวาน แต่เปี่ยมไปด้วยคุณค่า โครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชสมุนไพรถิ่นเดียวและหายาก โครงการวิจัยศักยภาพด้านการตลาดในพื้นที่โครงการขยายผลโครงการหลวง โครงการวิจัยศักยภาพการผลิตและการตลาดไม้ดอกโครงการหลวง

แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย (CC BY-NC-ND 3.0 TH)
คัดลอก URL
กระทู้ของฉัน
ผลการสืบค้นทั้งหมด โพสต์     เรียงลำดับจาก